การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน

รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Problem – based Learning  ( PBL )

                                                                                      ธีรพัฒน์  อุทธกรี       วิไลวรรณ   สาระมู 
                                                                                     สินใจ   เทินชัยภูมิ      สุธาทิพย์   คำอุดม      
      บทคัดย่อ
       บทความนี้นำเสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Problem – based Learning  (PBL) ซึ่งเป็นแนวการสอนรูปแบบหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับ ความหมาย  ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน  หลักการของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน  วิธีการของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน  ขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้ PBL บทบาทของครูในชั้นเรียน PBL  งานวิจัยที่สนับสนุนรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน  และตัวอย่างสถานการณ์หรือปัญหาในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
คำสำคัญ : รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Problem – based Learning  ( PBL )

บทนำ

การจัดการศึกษาไทยในปัจจุบันนี้ได้เน้นการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ หมวดที่ ๔ แนวการจัดการศึกษาในมาตรา ๒๒ การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่านักเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่านักเรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้นักเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพของนักเรียนและมาตราที่ ๒๔ การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรม

 ให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของนักเรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล   คือนักเรียนแต่ละคนมีศักยภาพในการเรียนรู้ ความสนใจ และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน  ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ผู้สอนหรือผู้ออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องคำนึงถึง เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนได้เต็มศักยภาพและสามารถเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น

 

  (กรมวิชาการ http://academic.obec.go.th)  ได้ให้แสดงบทความที่เกี่ยวกับสื่อการเรียนรู้ ว่า เราสามารถนำเอาของทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวผู้เรียนมาใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็น วัสดุ อุปกรณ์ วิธีการ ตลอดจน คน สัตว์ สิ่งของ ธรรมชาติ รวมถึงเหตุการณ์ หรือ แนวความคิด ที่อยู่ในลักษณะที่ถ่ายทอด  ความรู้   ความเข้าใจ  ความรู้สึก  ซึ่งนับว่าสื่อมีความสำคัญในการกระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียนและในปัจจุบันนี้มีการผลิตสื่อการเรียนรู้มากมายรายงานส่วนหนึ่งของวิลสัน (Wilson, 1991) สรุปได้ว่า  การเตรียมนักเรียนให้พร้อมที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต  จำเป็นต้องปลูกฝังนักเรียนให้มีทักษะการคิดแบบวิจารณญาณ และทักษะในการตัดสินใจ   นักเรียนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูล  และสามารถปรับแปลงข้อมูลเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาได้
โดยนักเรียนเหล่านี้ต้องมีลักษณะกล้าเสี่ยง  เป็นนักสำรวจ    และเป็นนักคิดที่รู้จักให้ความร่วมมือกับ

  

ผู้อื่น รวมทั้งต้องมีการบูรณาการหลักสูตรเพื่อให้เกิดกิจกรรมแบบสหวิทยาการ (Interdisplinary activity)  ด้วย  จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้นสอดคล้องกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Problem – based Learning  (PBL) ซึ่งเป็นรูปแบบที่มุ่งเน้นพัฒนานักเรียนในด้านทักษะและกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนานักเรียนให้สามารถเรียนรู้โดยการชี้นำตนเองซึ่งนักเรียนจะได้ฝึกฝนการสร้างองค์ความรู้โดยผ่านกระบวนการคิดด้วยการแก้ปัญหาอย่างมีความหมายต่อนักเรียน ก่อให้เกิดการเรียนรู้เป็นกระบวนการตลอดชีวิต   (lifelong process)   เพราะความรู้เก่าที่นักเรียนมีอยู่แล้วจะถูกนำมาเชื่อมโยงให้เข้ากับความรู้ใหม่ตลอดเวลา (มัณฑรา  ธรรมบุศย์.๒๐๐๙ : http://luksoshow.multiply.com/journal/item/101/101)    จึงทำให้นักเรียนเป็นคนไม่ล้าหลัง  ทันเหตุการณ์  ทันโลก และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมโลกในอนาคตได้อย่างดีที่สุด

เนื้อหา

ความหมาย ของ  PBL

    เมื่อดูจากรูปคำศัพท์  Problem – based Learning   Problem  พรอบเบลม  แปลว่า ปัญหา   based  เบด  แปลว่า  ฐาน  พื้นฐาน  Learning  เลินนิ่ง  แปลว่า การเรียนรู้  

Problem – based Learning  หรือ PBL  ก็คือ วิธีการเรียนรู้วิธีหนึ่ง  ที่มีรูปแบบการเรียนรู้ โดยการนำปัญหามาเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้     การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากแนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivism) โดยให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่ จาก

การใช้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในโลก  เป็นบริบท (context) ของการเรียนรู้    เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิดวิเคราะห์และคิดแก้ปัญหา   รวมทั้งได้ความรู้ตามศาสตร์ในสาขาวิชาที่ตนศึกษา ไปพร้อมกันด้วย     การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจึงเป็นผลมาจากกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยความเข้าใจและการแก้ไขปัญหาเป็นหลัก   การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน  มีลักษณะเด่นดังนี้

     การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เริ่มต้นจากปัญหาที่เกิดขึ้นโดยสร้างความรู้จากกระบวนการทำงานกลุ่ม   เพื่อแก้ปัญหาหรือสถานการณ์เกี่ยวกับชีวิตประจำวันและมีความสำคัญต่อผู้เรียน ตัวปัญหาจะเป็นจัดตั้งต้นของกระบวนการเรียนรู้และเป็นตัวกระตุ้นการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยเหตุผลและการสืบค้นหาข้อมูลเพื่อเข้าใจกลไกของตัวปัญหาของตัวปัญหา รวมทั้งวิธีการแก้ปัญหา การเรียนรู้แบบนี้ มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนในด้านทักษะและกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้โดยการชี้นำตนเองซึ่งผู้เรียนจะได้ฝึกฝนการสร้างองค์ความรู้โดยผ่านกระบวนการคิดด้วยการแก้ปัญหาอย่างมีความหมายต่อผู้เรียน

      ถ้ามองในแง่ของ ยุทธศาสตร์การสอน    PBL เป็นเทคนิคการสอน ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง  เผชิญหน้ากับปัญหาด้วยตนเอง    จะทำให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะในการคิดหลายรูปแบบ เช่น การคิดวิจารณญาณ คิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ (ยรรยง สินธุ์งาม. ๒๐๐๘ : http://www.vcharkarn.com/vblog/37131)

 

ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Problem – based Learning  (PBL)

       PBL ถูกมองว่าเป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดทฤษฎีกลุ่มคอนสตรัคทิวิสต์ด้านการรู้คิด (Cognitive constructivist) และกลุ่มคอนสตรัคทิวิสต์ด้านสังคม ( Social constructivist ) ที่ถูกพัฒนาโดย Piaget และ Vygotsky ที่ให้ความสำคัญต่อการสร้างความรู้คิดและการมีปฎิสัมพันธ์ต่อสังคม PBL เป็นการจัดการเรียนรู้โดยการสร้างบริบทแวดล้อมแห่งการเรียนรู้จากการสืบค้นและแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่พบเห็นทั่วไปในชีวิตประจำวันของกลุ่มนักเรียน โดยครูทำหน้าที่เป็นเพียงผู้เลี้ยงในการสืบเสาะ คิดค้นหาคำตอบและจัดเตรียมโอกาศให้ผู้เรียนในการสะท้อนคิดในสิ่ที่พวกเขาได้เรียนรู้ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาความเข้าใจในความคิดรวบยอดของสิ่งที่เรียนและทักษะคิดต่างๆ (Torp & Sage,๑๙๙๘,p.๑๕)    

กลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้เชิงพฤติกรรมนิยม (Behaviorist learning)  ในกลุ่มนี้เชื่อว่า ความรู้มีอยู่มากมายในโลก  แต่ความรู้ที่สามารถถ่ายโยงมายังผู้เรียน อย่างเป็นรูปธรรม มีเพียงเล็กน้อย   การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง   นักจิตวิทยาที่ได้รับการยอมรับกัน ในกลุ่มนี้  คือ  สกินเนอร์ (Skinner) 

    ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivist learning theory)  ซึ่งมีแนวคิดที่สอดคล้องกับการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ มากที่สุด    ซึ่งในกลุ่มนี้มีความเชื่อว่า  การเรียนรู้จะเกิดขึ้น เมื่อผู้เรียนได้สร้างความรู้ที่เป็นของตนเองขึ้นมา จากความรู้ที่มีอยู่เดิมหรือจากความรู้

ที่รับเข้ามาใหม่    จากแนวคิดดังกล่าวจึงนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิธีเรียน วิธีสอน แนวใหม่ ห้องเรียนในศตวรรษที่ ๒๑  ครูไม่ใช่ผู้จัดการทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้เรียนต้องได้ลงมือปฏิบัติเอง   สร้างความรู้ ที่เกิดจากความเข้าใจของตนเอง และมีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น  (Active learning)   รูปแบบการเรียนรู้ ที่เกิดจากแนวคิดนี้ มีอยู่หลายรูปแบบ   ได้แก่  การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning)    การเรียนรู้แบบช่วยเหลือกัน (Collaborative learning) การเรียนรู้โดยการค้นคว้าอย่างอิสระ (Independent   investigation method)  รวมทั้ง  การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning)  จอห์น  ดิวอี้ (John Dewey)  ได้เสนอแนวคิดว่าการเรียนรู้ เกิดจากการปฏิบัติ หรือ ได้ลงมือกระทำ ด้วยตนเอง (Learning by doing)  ผู้เรียนได้ทดลองทำปฏิบัติ เสาะหาข้อมูล จัดระเบียบข้อมูล พิจารณาหาข้อสรุป ค้นคว้าหาวิธีการ กระบวนการด้วยตนเอง หรือร่วมกันเป็นกลุ่ม เน้นให้ผู้เรียนมีอิสระในการศึกษาหาความรู้ตามหลักประชาธิปไตยให้ผู้เรียนได้รู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น ให้ได้ค้นคว้าหาข้อมูลความรู้จากแหล่งต่าง ๆ มิใช่เฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น ทำให้ผู้เรียนเกิดนิสัยการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองได้ด้วยความมั่นใจ 

หลักการของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน

          หลักการพื้นฐานของการเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานต้องประกอบด้วยการเรียนรู้  ๒ ประเภทคือ

            ๑) การเรียนรู้ที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ให้นักศึกษาได้เรียนรู้โดยประสบการณ์ของตนเอง

 

 

ทำความเข้าใจในเรื่องที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง และเกิดแรงจูงใจที่เสริมให้เรียนจึงจะเรียนอย่างได้ผล

          ๒) การเรียนรู้แบบเอกัตภาพ เป็นการเรียนด้วยตนเอง และเรียนแต่ผู้เดียวกับอาจารย์คนหนึ่ง แต่บางครั้งอาจใช้สื่อการสอนช่วยในการเรียนแบบเอกัตภาพ แต่อาจทำให้ผู้เรียนเป็นคนคับแคบเพราะไม่มีโอกาสสื่อสารกับคน

          ฉะนั้นโดยหลักการแล้วการเรียนการสอนด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงผู้เรียนต้องแก้ปัญหา เรียนเนื้อหา และเรียนรู้วิธีการเรียน แต่ยังมีส่วนร่วมกับคนอื่นๆ มีการยินยอมเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึก ต่อสู้ สนุก เฝ้ามอง และดูแลคนอื่นๆ ในบางโอกาส แต่ผู้เรียนได้รับความรู้ในเนื้อหาวิชาที่เป็นการบูรณาการ ช่วยพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา พัฒนาทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเอง พัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมและยังช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนร่วมกัน

ลักษณะทั่วไปของ การเรียนรู้แบบ PBL (ยรรยง สินธุ์งาม. ๒๐๐๘ : http://www.vcharkarn.com/vblog/37131)
          รูปแบบของการจัดการเรียนรู้แบบ การใช้ปัญหาเป็นฐาน หรือ  PBL  พอจะกล่าวได้ดังนี้
          ๑. ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้อย่างแท้จริง (student-centered learning)
          ๒. จัดกลุ่มผู้เรียนให้มีขนาดเล็ก (ประมาณ ๓ – ๕  คน)
          ๓.ครูทำหน้าที่ เป็นผู้อำนวยความสะดวก(facilitator)   หรือผู้ให้คำแนะนำ  (guide)
          ๔.ใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้น (สิ่งเร้า)ให้เกิดการเรียนรู้
          ๕. ลักษณะของปัญหาที่นำมาใช้ ต้องมีลักษณะคลุมเครือ  ไม่ชัดเจน   มีวิธีแก้ไขปัญหาได้

 

 

อย่างหลากหลาย  อาจมีคำตอบได้หลายคำตอบ             ๖. ผู้เรียนเป็นผู้แก้ปัญหาโดยการแสวงหาข้อมูลใหม่ ๆ ด้วยตนเอง (self-directed learning) 
          ๗.การประเมินผล  ใช้การประเมินผลจากสถานการณ์จริง(authentic assessment) 
          จากลักษณะทั่วไปของ การเรียนรู้แบบ PBL การเรียนรู้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้ปรับเปลี่ยนโลกภายในของตน โดยอาศัยกระบวนการปฏิสัมพันธ์ที่เกิดจากการรับความรู้ใหม่เข้าไปในสมอง หรือจากการปรับเปลี่ยนความรู้เก่าให้เข้ากับความรู้ใหม่ความสามารถในการปฏิบัติของผู้เรียน  ปัญหาจะเป็นตัวกระตุ้นหรือนำทางให้ผู้เรียนต้องไปแสวงหาความรู้ความเข้าใจด้วยตนเอง   เพื่อจะได้ค้นพบคำตอบของปัญหานั้น   กระบวนการหาความรู้ด้วยตนเองนี้ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการแก้ไขปัญหา (Problem solving skill)

วิธีการของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มี ๖ ขั้นตอน ดังนี้ ( กมลวรรณ สายจุฑาวัฒน์,๒๐๐๗)
         ขั้นที่ ๑   กำหนดปัญหา   จัดสถานการณ์ต่างๆกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจ และมองเห็นปัญหา  สามารถกำหนดสิ่งที่เป็นปัญหาที่ผู้เรียนอยากรู้  อยากเรียนเกิดความสนใจที่จะค้นหาคำตอบ
          ขั้นที่ ๒   ทำความเข้าใจกับปัญหา   ปัญหาที่ต้องการเรียนรู้  ต้องสามารถอธิบายสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปัญหาได้
ขั้นที่ ๓   ดำเนินการศึกษาค้นคว้า    นักเรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองด้วยวิธีการหลากหลาย    
ขั้นที่ ๔  สังเคราะห์ความรู้  นักเรียนนำความรู้ที่ได้ค้นคว้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน 

        ขั้นที่ ๕    สรุปและประเมินค่าหาคำตอบ  นักเรียนแต่ละกลุ่ม  สรุปผลงานของกลุ่มตนเอง  และประเมินผลงานว่าข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้ามีความเหมาะสม  หรือไม่เพียงใด  โดยพยายามตรวจสอบแนวคิดภายในกลุ่มของตนเองอย่างอิสระ  ทุกกลุ่มช่วยกันสรุปองค์ความรู้  ในภาพรวมของปัญหาอีกครั้ง
         ขั้นที่ ๖  นำเสนอและประเมินผลงาน    นักเรียนนำข้อมูลที่ได้มาจัดระบบองค์ความรู้  และนำเสนอเป็นผลงานในรูปแบบที่หลากหลาย  ผู้เรียนทุกกลุ่ม ทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาร่วมกันประเมินผลงาน   จากวิธีการของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ทั้ง ๖ ขั้นตอนนั้นผู้ที่มีบทบาทสำคัญคือนักเรียนที่จะต้องทำความเข้าใจกับปัญหาที่ได้มา  การกำหนดขอบเขตของปัญหาและการจัดการกับปัญหาโดยการวางแผนหรือการจัดระบบการดำเนินการแก้ปัญหา การสืบค้นหรือเสาะแสวงหาคำตอบด้วยตนเองและสืบค้นร่วมกับกลุ่มและเมื่อได้มาซึ่งแนวทางหรือคำอธิบายคำตอบในการแก้ไขปัญหาแล้วนักเรียนจะต้องนำแนวทางนั้นมาวิเคราะห์แลกเปลี่ยนกัน  ครูมีบทบาทเป็นเพียงผู้ที่คอยชี้แนะในทุกขั้นตอนของรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน  ซึ่งการที่ครูจะสามารถชี้แนะนักเรียนได้ดีนั้นครูจะต้องมีความรู้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งในบทเรียนที่สอน(ดวงหทัย กาศวิบูลย์,๒๕๕๐ : ๑๘ )

วิธีการให้ได้มาซึ่งปัญหาของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน
          สิ่งสำคัญในการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานคือ ปัญหาเพราะปัญหาที่ดีจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจใฝ่แสวงหาความรู้ในการเลือกศึกษาปัญหาทีมีประสิทธิภาพผู้สอนจะต้องคำนึงถึง

พื้นฐานความรู้ความสามารถของผู้เรียน ประสบการณ์ความสนใจและภูมิหลังจองผู้เรียนเพราะคนเรามีแนวโน้มที่จะสนใจเรื่องใกล้ตัวมากกว่าเรื่องไกลตัว สนใจสิ่งที่มีความหมายและความสำคัญต่อตนเองและเป็นเรื่องที่ตนเองสนใจใคร่รู้ ดังนั้นการกำหนดปัญหาจึงต้องคำนึงถึงตัวผู้เรียนเป็นหลักและต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกโรวเรียนที่เอื้ออำนวยต่อการแสวงหาความรู้ของผู้เรียนด้วย
          ลักษณะของปัญหาที่ใช้ในการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน
          ๑.เกิดขึ้นในชีวิตจริงและเกิดจากประสบการณ์ของผู้เรียนหรือผู้เรียนอาจมีโอกาสเผชิญกับปัญหานั้น            ๒.เป็นปัญหาที่พบบ่อย มีความสำคัญ มีข้อมูลประกอบเพียงพอสำหรับการค้นคว้า
          ๓.เป็นปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนตายตัว เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน คลุมเครือ หรือผู้เรียนเกิดความสับสน
          ๔.ปัญหาที่เป็นประเด็นขัดแย้ง ข้อถกเถียงในสังคมยังไม่มีข้อยุติ
          ๕.เป็นปัญหาอยู่ในความสนใจ เป็นสิ่งที่อยากรู้แต่ไม่รู้
          ๖.ปัญหาที่สร้างความเดือดร้อน เสียหาย เกิดโทษภัยเป็นสิ่งที่ไม่ดีหากใช้ข้อมูลโดยลำพังคนเดียวอาจทำให้ตอบปัญหาผิดพลาด
          ๗.เป็นปัญหาที่มีการยอมรับว่าจริง ถูกต้อง แต่ผู้เรียนไม่เชื่อจริง ไม่สอดคล้องกับความคิดของผู้เรียน๘.ปัญหาที่อาจมีคำตอบหรือแนวทางในการแสวงหาคำตอบได้หลายทาง ครอลคลุมการเรียนรู้ที่กว้างขวางหลากหลายเนื้อหา
          ๙.เป็นปัญหาที่มีความยากความง่ายเหมาะสมกับพื้นฐานของผู้เรียน

 

 

๑๐.เป็นปัญหาที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ทันที ต้องการการสำรวจค้นคว้าและการรวบรวมข้อมูลหรือทดลองดูก่อน  จึงจะได้คำตอบ  ไม่สามารถที่จะคาดเดาหรือทำนายได้ง่ายๆว่าต้องใช้ความรู้อะไร ยุทธวิธีในการสืบเสาะหาความรู้จะเป็นอย่างไรหรือคำตอบหรือผลของความรู้เป็นอย่างไร
          ๑๑.เป็นปัญหาส่งเสริมความรู้ด้านเนื้อหาทักษะ สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษา ปัญหาที่นำมาประกอบในการจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องเป็นปัญหาที่มีความเป็นปัจจุบันและอยู่ในความสนใจ ของสังคมที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ พบเจออยู่บ่อยครั้งในชีวิตประจำวันหรือเป็นเหตุการณ์ประสบการตรงจากผู้เรียนเอง โดยปัญหาที่สร้างขึ้นจะต้องสอดคล้องกับสภาพพื้นฐานของผู้เรียนและตัวหลักสูตรการศึกษา มีข้อมูลประกอบเพียงพอสำหรับการศึกษาค้นคว้า นอกจากนี้ยังต้องเป็นปัญหา ที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ทันที ต้องเกิดกระบวนการศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลหรือการทดลองเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ

การนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานในวิชาคอมพิวเตอร์
          คอมพิวเตอร์ถูกใช้งานในการออกแบบสถานการณ์หรือปัญหาที่ซับซ้อนต่าง ๆ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการติดต่อ สื่อสารของโลกปัจจุบัน ดังนั้นนักเรียนต้องเรียนวิชาทางวิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่อเข้าใจในสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของสังคมต่างๆ

        ในยุคสารสนเทศ เนื้อหาวิชา ทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษามีเป้าหมาย ที่จะพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ความเข้าใจใน วิทยาการของคอมพิวเตอร์และมีความสามารถในการพัฒนาโปรแกรมได้ ( Supaporn Yosbut,๒๐๐๕)
       จุดมุ่งหมายที่สำคัญประการหนึ่งของการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียน คือการที่นักเรียนได้

มีโอกาสฝึกความสามารถในการนำความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ไปใช้ในการแก้ปัญหาขนาดเล็ก ประดิษฐ์คิดค้นหรือค้นคว้าหาความรู้ต่างๆได้ด้วยตนเอง ซึ่งวิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้มีโอกาสใช้ทักษะด้านการแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นกลุ่ม อาทิ เรื่อง การเขียนภาษคอมพิวเตอร์ องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์  อินเตอร์เน็ตและการสร้างเว็บเพจ(พิทักษ์  สวนดี, ๒๕๕๐) 
       ดังนั้นโดยธรรมชาติของวิชาคอมพิวเตอร์เป็นการมุ่งเน้นการปฏิบัติของนักเรียนให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ที่นักเรียนเป็นผู้วิเคราะห์และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองก่อให้เกิดความเข้าใจในเนื้อหาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้จะเห็นได้ว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานช่วยส่งเสริมให้การเรียนรู้ในวิชาคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 บทบาทของครูในชั้นเรียน PBL 

          ผู้สอนมีบทบาทโดยตรงต่อการจัดการเรียนรู้ดังนั้นลักษณะของผู้สอนที่เอื้อต่อการจัดการเรีนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ควรมีลักษณะดังนี้ (สมรัชนีกร  อ่องเอิบ และคณะ )

          ๑.ผู้สอนต้องมุ่งมั่นตั้งใจสูง รู้จักแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

          ๒.ผู้สอนต้องรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลเข้าใจศักยภาพของนักเรียนเพื่อสามารถให้คำแนะนำ ช่วยเหลือนักเรียนได้ทุกเมื่อทุกเวลา

         ๓.ผู้สอนต้องเข้าใจขั้นตอนของแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานอย่างถ่องแท้ชัดเจนทุกขั้นตอน เพื่อจะได้แนะนำให้คำปรึกษาแก่นักเรียนได้ถูกต้อง

          ๔.ผู้สอนต้องมีทักษะและศักยภาพสูงในสังคมยังไม่มีข้อยุติ     

 

         ๕.ผู้สอนต้องเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้วยการจัดหา สนับสนุนสื่ออุปกรณืการเรียนรู้ให้เหมาะสมเพียงพอ จัดเตรียม ห้องสมุด อินเตอร์เน็ต ฯลฯ
        ๖.ผู้สอนต้องมีจิตวิทยาสร้างแรงจูงใจแก่นักเรียน เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการตื่นตัวในการเรียนรู้ตลอดเวลา
          ๗.ผู้สอนต้องชี้แจงและปรับทัศนะคติของ

นักเรียนให้เข้าใจและเห็นคุณค่าของการเรียนรู้แบบนี้
          ๘.ผู้สอนต้องมีความรู้ ความสามารถ ด้านการวัดและประเมินผลนักเรียนตามสภาพจริง ให้ครอบคลุมทั้ด้านความร็ ทักษะกระบวนการและเจตคติให้ครบทุกขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้
          จะเห็นได้ว่าบทบาทของผู้สอนนั้นเป็นเพียงผู้ที่คอนแนะนำให้นักเรียนดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้โดยผู้สอนจะคอยอำนวยความสะดวก ส่งเสริม สนับ การดำเนินกิจกรรมของผู้เรียนในทุกขั้นตอน การจัดการเรียนรู้ และการติดตามประเมินผลการพัฒนาของนักเรียน
งานวิจัยที่สนับสนุนรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน

          นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่สนับสนุนรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน คือ  การพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (PBL)  เรื่อง พฤติกรรมเสี่ยงและความปลอดภัยในชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของนัฐนันท์    สกุลอรุณเพชร (๒๕๕๐)  สรุปว่าจากลักษณะของการเรียนรู้  โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก( PBL )  ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เผชิญกับปัญหาที่พบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันเพื่อศึกษาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาจากการลงมือปฏิบัติ แสวงหา สืบค้น ด้วยตนเองและกับเพื่อน

ร่วมกลุ่มอย่างกระตือรือร้นและมีความสุขสนุกกับการเรียน จะเห็นได้ว่าการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก    ( PBL)   ให้ความสำคัญกับผู้เรียนเป็นอย่างยิ่งและมีความสอดคล้องกับแนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 อย่างชัดเจน
         
การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน(PBL)ในงานการวิจัยทางการศึกษา ของ ดวงหทัย กาศวิบูลย์ สรุปไว้ว่า การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน(PBL) นั้นช่วยส่งเสริมความสามารถของนักเรียนในหลายด้านเช่น ผลสัฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการแก้ปัญหา การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การประยุกต์ความรู้ใช้ในชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างสถานการณ์หรือปัญหาในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ PBLใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
ตัวอย่างที่ ๑ ออกแบบเกม
         
คุณคือนักออกแบบเกมผู้เชี่ยวชาญของบริษัทแห่งหนึ่ง ได้รับการว่าจ้างจากหน่วยงานทางราการให้สร้างเกม สำหรับพัฒนาทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ เกี่ยวกับการ บวก ลบ คูณ หาร พหุนาม พร้อมทั้งอธิบายการเล่นให้ชัดเจน
 จากตัวอย่างที่ ๑ เรามีวิธีจัดการเรียนการสอนดังนี้
          ๑.แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีนักเรียนประมาณ ๓-๔ คน
          ๒.ให้สมาชิกในกลุ่ม ๑ คน อ่านคำถามให้ทุกคนฟัง
          ๓.นักเรียนพิจารณาข้อเท็จจริงหรือข้อมูลคืออะไร
          ๔.ความรู้พื้นฐานที่ต้องใช้ในกิจกรรมนี้คืออะไร

 

๕.ภารกิจที่ต้องทำคืออะไร
          ๖.เมื่อพิจารณาสิ่งที่ได้ในข้อ ๓-๕ แล้ว ให้นักเรียนออกมานำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน
ตัวอย่างที่ ๒ ออกแบบสวน
คุณคือนักจัดสวยมืออาชีพของบริษัทแห่งหนึ่งบริษัทต้องการให้คุณจัดสวนรูปห้าเหลี่ยมภายในบริเวณบ้าน เจ้าของบ้านกำหนดสถานที่โล่งซึ่งมีจุด ๖ จุดให้เลือก ๕ จุดสำหรับจุดยอดของรูปห้าเหลี่ยมในขั้นแรกของภารกิจให้คุณวาดรูปโดยย่อขนาดลงในกระดาษ A๔
ตัวอย่างที่ ๓  สำรวจข้อมูลทำธุรกิจ
         
ให้นักเรียนเป็นนักสถิติ ได้รับมอบหมายให้เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการลงทุนทำธุรกิจ โดยเตรียมการต่อไปนี้
         
๑.สถานการณ์กำหนดสิ่งใดให้
         
๒.ให้นักเรียนเลือกธุรกิจที่จะลงทุน
         
๓.นักเรียนต้องการข้อมูลอะไรบ้างสำหรับ
การลงทุน
         
๔.นักเรียนมีวิธีการอย่างไรเพื่อให้ได้ข้อมูล
           
๕.ให้นักเรียนสร้างแบสอบถามที่ใช้สำรวจสรุปรายงานการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning; PBL)

       การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน  เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เริ่มต้นจากปัญหา ที่เกิดขึ้นโดยการสร้างความรู้จากกระบวนการทำงานกลุ่ม  เพื่อแก้ปัญหาหรือสถานการณ์เกี่ยวกับชีวิตประจำวันที่มีความสำคัญต่อผู้เรียน   มุ่งพัฒนาผู้เรียนในด้านทักษะและกระบวนการเรียนรู้  สามารถเรียนรู้โดยการชี้นำตนเอง สร้างองค์ความรู้  โดยผ่านกระบวนการคิดด้วยการแก้ปัญหา
        สิ่งสำคัญในการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน คือ  ปัญหา  เพราะปัญหาที่ดีจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจใฝ่หาความรู้  ในการเลือกศึกษาปัญหาที่มีประสิทธิภาพ จะต้องคำนึงถึงพื้ฐานความรู้ 

ความสามารถของผู้ของผู้เรียน ประสบการณ์ความสนใจ  และภูมิหลังเพราะคนเรามีแนวโน้มที่สนใจเรื่องใกล้ตัวมากกว่าเรื่องไกลตัว  สนใจสิ่งที่มีความหมาย มีความสำคัญต่อตนเองและเป็นเรื่องที่ตนเองใคร่รู้
เอกสารอ้างอิง

กัญญา  กำศิริพิมาน.(๒๕๕๐).วารสารการวิจัยทาง           การศึกษา.เชียงใหม่ : ศูนย์วิจัยการศึกษา          คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มัณฑรา  ธรรมบุศย์. (๒๐๐๙).PBL มีความเป็นมา          อย่างไร? : สืบค้นเมื่อ ๑๙ พ.ย. ๒๕๕๔            จาก                http://luksoshow.multiply.com/jour          nal/item/101/101)

ยรรยง สินธุ์งาม.(๒๐๐๘) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหา          เป็นฐาน จาก                 http://www.vcharkarn.com/vblog/37131
          สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น          พื้นฐาน.(๒๕๕๒).วารสารวิชาการ.กรุงเทพ     : สกสค

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s